วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วิเคราะ SWOT-TOWS จังหวัดนครราชสีมา







คำขวัญประจำจังหวัด “เมืองหญิงกล้า ผ้าไหมดี หมี่โคราช ปราสาทหิน ดินด่านเกวียน”

จังหวัดนครราชสีมา หรือรู้จักในชื่อ โคราช เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทยและมีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตัวเมืองตั้งอยู่บนที่ราบสูงโคราช โดยมีลำตะคองและลำน้ำสาขาอื่น ๆ ไหลหล่อเลี้ยงบริเวณด้านเหนือของเมือง และ เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำสำคัญคือแม่น้ำมูลซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือตัวเมืองประกอบด้วยประตูเมืองนครราชสีมาทั้ง 4 ทิศ คือ ประตูชุมพล (ทิศตะวันตก) ประตูพลแสน (ทิศเหนือ อีกชื่อคือประตูน้ำ) ประตูพลล้าน (ทิศตะวันออก) และประตูไชยณรงค์ (ทิศใต้ อีกชื่อคือประตูผี) ภายในตัวเมืองมีสระน้ำ 4 สระ คือ สระแก้ว สระแมว สระขวัญ และสระบัวบริเวณรอบเมืองเป็นที่ราบ ทุ่งนา สวนผัก-ผลไม้ และ ที่เกษตรกรรม ปัจจุบันจากการขยายตัวของเมืองทำให้ค่อยๆเปลี่ยนสภาพเป็นแหล่งการค้า อุตสาหกรรม และ ที่อยู่อาศัย ในบริเวณด้านใต้ของเมืองเป็นเขตทหาร คือ ค่ายสุรนารี ของกองทัพบก และ กองบิน 1 ของกองทัพอากาศ

โดยตำแหน่งที่ตั้งทำให้เมืองเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางบกทั้งทางถนนและทาง ราง ของภาคอีสาน โดยมีทางหลวงสายหลัก คือ ถนนมิตรภาพผ่าน และ เป็นชุมทางรถไฟของเส้นทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือทั้งสองสายคือ สายนครราชสีมา-อุบลราชธานี และ สายนครราชสีมา-ท่านาแล้ง(ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว)

ที่มา : www.th.wikipedic.org/wiki/จังหวัดนครราชสีมา


การปกครองและการบริหาร

ปัจจุบันจังหวัดนครราชสีมาแบ่งการปกครองออกเป็น 32 อำเภอ ประกอบด้วย

1. อำเภอเมืองนครราชสีมา 17. อำเภอสีคิ้ว

2. อำเภอขามสะแกแสง 18. อำเภอสูงเนิน

3. อำเภอคง 19. อำเภอห้วยแถลง

4. อำเภอครบุรี 20. อำเภอเสิงสาง

5. อำเภอจักราช 21. อำเภอบ้านเหลื่อม

6. อำเภอชุมพวง 22. อำเภอหนองบุญมาก 7. อำเภอโชคชัย 23. อำเภอแก้งสนามนาง

8. อำเภอด่านขุนทด 24. อำเภอโนนแดง

9. อำเภอขามทะเลสอ 25. อำเภอวังน้ำเขียว

10. อำเภอโนนไทย 26. อำเภอเฉลิมพระเกียรติ

11. อำเภอโนนสูง 27. อำเภอเทพารักษ์

12. อำเภอบัวใหญ่ 28. อำเภอเมืองยาง

13. อำเภอประทาย 29. อำเภอลำทะเมนชัย

14. อำเภอปักธงชัย 30. อำเภอพระทองคำ

15. อำเภอปากช่อง 31. อำเภอบัวลาย

16. อำเภอพิมาย 32. อำเภอสีดา


ขนาดที่ตั้งและอาณาเขต

จังหวัดนครราชสีมา ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บนที่ราบสูงโคราช ละติจูด 15 องศาเหนือ ลองติจูด 102 องศาตะวันออก สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 187 เมตร ตัวจังหวัดอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร โดยทางรถยนต์ 255 กิโลเมตร และโดยทางรถไฟ 264 กิโลเมตร มีพื้นที่ 20,493.964 ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณ 12,808,728 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 12.12 ของพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้

ทิศเหนือ : ติดต่อกับ จังหวัดชัยภูมิ

ทิศใต้ : ติดต่อกับ จังหวัดนครนายก

ทิศตะวันออก : ติดต่อกับ จังหวัดบุรีรัมย์

ทิศตะวันตก : ติดต่อกับ จังหวัดสระบุรี


แหล่งท่องเที่ยว

จังหวัดนครราชสีมามีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ดังนี้

1. แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และศาสนสถาน ได้แก่ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีวัดศาลาลอย วัดป่าสาละวัน อ.เมืองนครราชสีมา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์ อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย อ.พิมาย เมืองโบราณ อ.สูงเนิน วัดหน้าพระธาตุ อ.ปักธงชัย ปราสาทหินพนมวัน อ.เมือง วัดบ้านไร่

อ.ด่านขุนทด แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาทและหินโนนวัด อ.โนนสูง ภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ วัดเขาจันทร์งาม อ.สีคิ้ว

2. แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและหัตถกรรม ได้แก่ หมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน

อ.โชคชัย ผ้าไหม อ.ปักธงชัย

3. แหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อ.ปากช่อง เขื่อนลำมูลบน เขื่อนลำแชะ อ.ครบุรี ไทรงาม อ.พิมาย เขื่อนพิมาย เขื่อนลำพระเพลิง อ.ปักธงชัย อุทยานแห่งชาติ

ทับลาน ซากปลาดึกดำบรรพ์ "แอคติโนทรีเจียน" อ.วังน้ำเขียว อุทยานไม้กลายเป็นหิน อ.เมืองนครราชสีมา ซากช้างดึกดำบรรพ์ อ.เฉลิมพระเกียรติ น้ำตกวะภูแก้ว อ.สูงเนิน อ่างเก็บน้ำลำตะคอง หาดชมตะวัน (เขื่อนลำปลายมาศ) อ.เสิงสาง

ที่มา : http://www.nakhonratchasima.go.th





การวิเคราะห์ SWOT ของจังหวัดนครราชสีมา

จุดแข็ง (Strength)

S1 จังหวัดนครราชสีมาเป็นจังหวัดใหญ่ มีพื้นที่กว้างขวาง มีทรัพยากรหลากหลาย

S2 เป็นศูนย์กลางทางการคมนาคมทางบก ทั้งทางถนนและทางราง

S3 พื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว มีอากาศเย็นจึงสามารถปลูกพืชเมืองหนาวได้

S4 มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์

S5 มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งวัฒนธรรมและธรรมชาติ

S6 มีแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของภาคอีสาน


จุดอ่อน (Weakness)

W1 ขาดการจัดสรรทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

W2 การกระจายรายได้ที่ไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุมทั้งจังหวัด

W3 การคมนาคมในถิ่นที่ทุรกันดารยังไม่สะดวก

W4 สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ยังไม่เพียงพอ

W5 แหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่งมีระยะทางไกลกัน


โอกาส (Opportunity)

O1 นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวภายในจังหวัด

O2 ได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลด้านการท่องเที่ยว

O3 เป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางราง

O4 เป็นประตูสู่ภาคอีสาน

O5 สื่อมวลชนมีส่วนช่วยในการโฆษณาสถานที่ท่องเที่ยว


อุปสรรค (Threat)

T1 ขาดแคลนผู้ที่มีความรู้ทางด้านการท่องเที่ยว

T2 สภาพภูมิประเทศไม่เอื้อต่อการคมนาคมทางอากาศ

T3 ปัญหาภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน เช่น ภัยแล้ง

T4 ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ทำให้ทรัพยากรทางธรรมชาติลดลง

T5 วัฒนธรรมต่างชาติที่เข้ามา ทำให้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นเปลี่ยนไป

T6 งบประมาณในการพัฒนามีจำกัด

T7 การผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ



การวิเคราะห์ TOWS ของจังหวัดนครราชสีมา

กลยุทธ์จุดแข็ง-โอกาส (S-O Strategies)

- จัดทำศูนย์ให้ข้อมูลทางการท่องเที่ยวของจังหวัด (S2,S3,S5,O1,O2)

- ส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัด (S1,S2,S5,O1,O2,O5)

- จัดกิจกรรมการท่องเที่ยวใหม่ ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว (S1,S4,S5,O1,O2,O5)

- ส่งเสริมและพัฒนาการคมนาคมทางบกให้ดีและทันสมัยมากขึ้น (S2,O2,O3,O4,O5)

- สร้างศูนย์อนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น (S1,S4,S5,O1,O2,O4,O5)


กลยุทธ์จุดอ่อน-โอกาส (W-O Strategies)

- ส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น (W1,O1,O2)

- จัดการฝึกอบรมการประกอบอาชีพให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น (W2,O2)

- จัดสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมและครอบคลุมทุกพื้นที่ (W4,O1,O2)

- นำสิ่งของที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาพัฒนาให้เกิดมูลค่าเพื่อสร้างรายได้ (W2,O1,O2,O3,O5)


กลยุทธ์จุดแข็ง-อุปสรรค (S-T Strategies)

- จัดทำโครงการบ่อกักเก็บน้ำของแต่ละชุมชน (S1,S6,T3)

- ฝึกอบรมบุคคลในท้องถิ่น เพื่อให้มีความรู้ความสามารถในด้านการท่องเที่ยว (S1,S4,S5,T1)

- ส่งเสริมการคมนาคมในด้านอื่น ๆ (S1,S2,S6,T2)

- ฝึกอบรมสร้างจิตสำนึกให้คนในท้องถิ่นรู้รักบ้านเกิด (S4,S5,T5)

- จัดทำโครงการอนุรักษ์ธรรมชาติตามโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อให้เด็ก ๆ รู้จักรักษาธรรมชาติ (S1,S3,S5,S6,T3,T4)


กลยุทธ์จุดอ่อน-อุปสรรค (W-T Strategies)

- ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น (W2,T1)

- ปรับปรุงและพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ (W2,W3,W4,T6)

- สนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัด (W2,W3,W4,W5,T6,T7)

- พัฒนาระบบการศึกษาให้ได้มาตรฐานและเข้าถึงทุกพื้นที่ (W2,T1,T5,T6)

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ดูไบ เมืองแห่งความมหัศจรรย์







หลังจาก "มูนา ซาราวาณี" ม่ายสาวชาวไทย ที่ไปแต่งงานกับเศรษฐีชาวดูไบ ซึ่งรวยติดอันดับ 1 ใน 5 ของดูไบ ไปออกรายการ ตีสิบ ทางช่อง 3 บอกเล่าเรื่องราวที่ไปใช้ชีวิต ณ ดูไบ รัฐหนึ่งในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates) ทำเอาสาวๆ นั่งฝันหวานถึงชีวิตที่น่าอิจฉาของเธอ พร้อมๆ กับอยากรู้จัก "ดูไบ" ให้มากกว่าขึ้นแน่ๆ เพราะฉะนั้นเราจึงจะพาไปท่องเที่ยวและสัมผัสชีวิตของชาว "ดูไบ" กัน...ถ้าพร้อมแล้วก็เตรียมตัวไปเที่ยวดูไบกันเถอะ

ดูไบ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตั้ง อยู่ทางภาคเหนือของประเทศมีพื้นที่ประมาณ 3,225 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรประมาณ 1,674,527 คน ดูไบถือเป็นเมืองแห่งความมหัศจรรย์ เพราะที่ถูกผันแปรจากดินแดนทะเลทรายมาสู่ความมั่งคั่งในการค้า บริการ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และศูนย์กลางธุรกิจ ไม่จำกัดเฉพาะการค้าน้ำมันแบบก่อนๆ

ขณะที่ตึกสูงระฟ้าผุดขึ้นทั่วเมือง รวมถึงตึกสูงสุดในโลกกว่า 180 ชั้นที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ว่ากันว่าเครนที่ใช้งานก่อสร้างในโลกขณะนี้ กว่า 40% อยู่ในดูไบ (โอ้โห) และรายได้หลักของชาวดูไบมาจากหลายทาง ไม่เฉพาะการขายน้ำมันถือที่ถือว่าเป็นรายได้หลักของประเทศ เพราะมีการผลิตน้ำมันสู่ตลาดโลกวันละ 2-2.5 ล้านบาร์เรล หากคิดรายได้เป็นเงินไทยตกวันละร่วมหมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่มีไม่มาก และส่วนใหญ่ประชากรเป็นชาวต่างชาติที่เข้าไปอาศัย กว่า 75% ที่นี่จึงนับเป็นเมืองน่าสนใจที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตของจีดีพีสูงที่สุดในโลก

และไม่ต้องกลัวว่าไปเที่ยวดูไบเมืองทะเลทรายแล้วจะขาดน้ำ เพราะทุกวันนี้ดูไบซึ่งไม่มีแหล่งน้ำจืด ได้สร้างโรงกลั่นน้ำทะเลของตัวเอง จนสามารถกลั่นออกมาเป็นน้ำจืด มากกว่าความต้องการจริงถึงวันละ 3 เท่า...ไม่มีฝันอะไรอีกแล้ว ที่ดูไบทำไม่ได้ (จริงไหม)

ข้อมูล รัฐ..."ดูไบ"

ที่ตั้ง : ตะวันออกกลาง (Middle East) มีอาณาเขตติดต่อกับอ่าวโอมาน (The Gulf of Oman) และอ่าวเปอร์เซีย (The Persian Gulf) ระหว่างประเทศโอมานกับซาอุดิอาระเบีย

ภูมิประเทศ: สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 7 รัฐ ประกอบด้วย Abu Dhabi ซึ่งมีสถานะเป็นเมืองหลวง นอกจากนั้นก็มีเมือง Dubai , Sharjah, Ajman, Umm Al Quwain, Ras Al Khaimah และ Fujairah โดยมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 83,600ตารางกิโลเมตร โดยเป็นพื้นที่ของดูไบประมาณ 3,225 ตารางกิโลเมตร มีอ่าวหรือเกาะเล็กตัดผ่านเมือง ทำให้แบ่งเมืองดูไบออกได้เป็น 2 ส่วน คือ เมือง Deira ทางตอนเหนือ และเมือง Bur Dubai ทางตอนใต้

เชื้อชาติ : ชาวเอมิเรตส์ 19%, ชาติอาหรับและอิหร่าน 23%, เอเชียใต้ 50%, ชาวตะวันตกและชาวเอเชียตะวันออก 8%

ศาสนา : เป็นมุสลิม 96% (ลัทธิชีอะห์ 16%) โดยมีชนกลุ่มน้อยที่นับถือศานาคริสต์ ฮินดูและอื่นๆ อีก 4%

ภาษา : มีภาษาอาระบิกเป็นภาษาทางการ โดยมีภาษาที่สองคือ ภาษาเปอร์เซีย อังกฤษ ฮินดู และ ภาษอิรดู

ประชากร : 419, 104 คน

พื้นที่ : 35 ตารางกิโลเมตร

เขตเวลา : GMT/UTC + 4 hours

ภูมิอากาศ : มีลักษณะกึ่งเขตร้อน และแห้งแล้ง โดยมีอุณหภูมิระหว่างต่ำสุดคือเกือบ 10 องศาเซลเซียส ไปจนถึงอุณหภูมิที่ระดับ 48 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 24 องศาเซลเซียส แต่ในเดือนกรกฎาคมอุณหภูมิเฉี่ยอยู่ที่ 41 องศาเซลเซียส

อาหาร : อาหารของชาติอาระบิก จะมีรสชาติคล้ายคลึงกับอาหารเมดิเตอร์เรเนียน โดยมีข้าวหมกเป็นอาหารยอดฮิต มีรสชาติจัดจ้าน สำหรับของว่างก็จะมีพวกซาโมซา หรือ ผักย่างรวมไปถึงกาปับ (เนื้อสัตว์ย่าง) และที่พลาดไม่ได้สำหรับของหวานคือ Um Ali หรือพุดดิ้งนมนั่นเอง


สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

ดูไบเป็นเมืองที่เรียกได้ว่าล้ำสมัยไปด้วยเทคโนโลยีต่างๆ และสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าสะอาดและปลอดภัย แต่ที่ดูไบเป็นหนึ่งในลิสต์ของนักท่องเที่ยวหลายคน (โดยเฉพาะนักช้อป) ก็เพราะว่าที่นี่มีการขายสินค้าปลอดภาษี นอกจากนี้ ดูไบยังมีตลาดหรือที่เรียกว่า ซุก (Souk) โดยจะขายสินค้ามากมายหลายอย่าง ซุกที่ขึ้นชื่อก็ย่าน Deira Covered Souk ซึ่งถือว่าเป็นตลาดใหญ่ของดูไบ

นอกจากนี้ หากมาดูไบและไม่ได้พูดถึงหรือไม่ได้มาเดินแถว Gold Souk ก็ถือว่าไม่ได้มาถึงดูไบ เพราะที่นี้ถือเป็นตลาดทองรูปพรรณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง แต่ขอเตือนว่าหากมาเดินย่านนี้คงต้องสวมแว่นกันแดดติดตามาด้วย เพื่อความปลอดภัยของสายตาท่าน (ก็แสงแดดที่ส่องสะท้อนมายังทองดูไบดูแล้วเจิดจ้าบาดตาจริงๆ) อะๆ ดูไบไม่ได้มีสถานที่เที่ยวเท่านี้นะ แต่จะมีอะไรบ้างตามไปดูกันดี...









หมู่เกาะต้นปาล์ม

หมู่เกาะต้นปาล์ม เป็นโครงการก่อสร้างเกาะจำลองบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ในดูไบ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยแต่ละเกาะจะมีลักษณะรูปร่างเหมือนต้นปาล์ม และล้อมรอบด้วยเสี้ยววงกลม โดยพื้นที่จะมีการจัดเป็นที่อยู่อาศัย และรีสอร์ท การพัฒนานี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ ในโครงการจะมีการสร้างทั้งหมด 3 เกาะได้แก่ ปาล์ม Jumeirah, ปาล์ม Deira และ ปาล์ม Jebel Ali



อาคารเบิร์จดูไบ

เบิร์จดูไบ (ภาษาอาหรับ: برج دبي , Burj Dubai - หอคอยดูไบ) เป็นตึกระฟ้าสูงยวดยิ่ง ที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างในย่านกลางเมืองดูไบ และเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะถูกจัดเป็นอาคารระฟ้าที่สูงที่สุดในโลก กำหนดให้เข้าใช้งานได้ในต้นปี พ.ศ. 2552 ณ โดยจะสร้างให้มีความสูงประมาณ 818 เมตร ในดูไบยังมีโครงการก่อสร้างตึกในชื่อว่า อัลเบิร์จ ที่กำลังอยู่ในระหว่างการออกแบบและวางแผน โดยความสูงยังคงถูกเก็บเป็นความลับเช่นกัน โดยประมาณการว่าอาจจะสูงอย่างน้อย 800 เมตร

การตกแต่งภายในจะบ่างออกเป็นโรงแรมอาร์มานี 37 ชั้นล่าง โดยชั้น 45 ถึง 108 จะเป็น อพาร์ตเมนต์ โดยที่เหลือจะเป็นออฟฟิศสำนักงาน และชั้นที่ 123 และ 124 จะเป็นจุดชมวิวของตึก ส่วนบนของตึกจะเป็นเสาอากาศสื่อสาร นอกจากนี้ชั้น 78 จะมีสระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่ และตึกนี้จะติดตั้งลิฟต์ที่เร็วที่สุดในโลก ที่ความเร็ว 18 ม/วินาที (65 กิโลเมตร/ชั่วโมง, 40 ไมล์/ชั่วโมง)



เบิร์จอัลอาหรับ

เบิร์จอัลอาหรับ (ภาษาอาหรับ: برج العرب , Burj al-Arab) เป็นโรงแรมหรูหราและเป็นโรงแรมที่สูงที่สุดในโลก โดยมีความสูง 321 เมตร (1,053 ฟุต) โดยตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลบริเวณอ่าวเปอร์เซีย โดยเชื่อมต่อกับฝั่งผ่านทางสะพาน เบิร์จอัลอาหรับเป็นเจ้าของโดย จูเมราฮ์ การก่อสร้างเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2537 แล้วเสร็จและเริ่มเปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2542 โดยตัวตึกออกแบบมีลักษณะคล้ายเรือใบ dhow ซึ่งเป็นยานพาหนะชนิดหนึ่งของชาวอาหรับ

ส่วนห้องในโรงแรมเบิร์จอัลอาหรับมีลักษณะเป็นห้องสวีตคู่ 202 ห้อง โดยห้องที่เล็กสุดมีขนาด 169 ตารางเมตร (1,819 ตารางฟุต) และห้องใหญ่สุดมีขนาด 780 ตารางเมตร (8,396 ตารางฟุต) และได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในโรงแรมที่แพงที่สุดในโลก โดยราคาค่าที่พักอยู่เริ่มต้นที่ $1,000 -$15,000 ต่อคืน และห้องที่แพงสุดจะอยู่ที่ราคา $28,000 ต่อคืน

ถนน Al Fahidi

ถนน Al Fahidi ตั้งอยู่ใจกลางซุก Bur Dubai เป็นศูนย์กลางร้านค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำ โฮมเธียร์เตอร์ รวมไปถึงอุปกรณ์ถ่ายรูป ซึ่งเสนอขายในราคาย่อมเยาว์

Al Nasr Leisureand

ตั้งอยู่บริเวณ Bur Dubai ห่างจากถนน Zabeel เป็นสวนสาธารณะที่ทันสมัยแห่งหนึ่ง ผุ้ชื่อชอบการเล่นกีฬาจะต้องถูกใจเป็นพิเศษ เพราะสวน Zabeel นี้ มีทั้งลู่สำหรับโยนโบล์ลิ่ง พื้นน้ำแข็งราบสำหรับเล่นสเก๊ต และสระว่ายน้ำ รวมไปถึงสวนสนุกสำหรับเด็ก เปิดทุกวัน เวลา 09.00-22.00 น.

Bait Al Wakeel

สร้างขึ้นในปี 1934 โดยท่านชีคราชิด ซึ่งเป็นผู้ครองรัฐองค์ที่แล้ว ถือว่าเป็นตึกทางการแห่งแรกของดูไบโดยในปัจจุบันได้ทำเป็นพิพิธภัณฑ์จัด แสดงความเป็นมา และวิถีชีวิตของชาวประมง

Bani Yas Square

สิ่งที่เห็นได้ชัดในบริเวณ Bani Yas Square คือ หอ Deira ที่มีลักษณะยอดบนเป็นวงกลม บริเวณจัตุรัสจะมีสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องนุ่งหุ่ม และ สินค้าบริโภคทั้งหลายให้คุณต่อรองราคากันได้

พิพิธ ภัณฑ์ดูไบ

ด้านในของพิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นด้านบนและด้านล่าง ด้านบนจะเป็นแบบจำลองกำแพงหินและกระท่อมแบบชาวพื้นเมืองเก่าๆ สำหรับด้านล่างหรือชั้นใต้ดินจะกว้างใหญ่และลึกลับซับซ้อนมาก มีทั้งภาพวาดสีน้ำของดูไบในอดีต การจัดหุ่นนิ่งแสดงวิถีชีวิตของคนพื้นเมือง มีการจำลองบรรยากาศใต้ทะเลโดยใช้แสงสีจำลอง ทำให้เห็นภาพของชาวดูไบในอดีต นอกจากนี้ ยังมีห้องแสดงความก้าวหน้าทางวิทยาการโบราณแบ่งซอยออกไปอีก โดยจัดแสดงพัฒนาการของตัวเลขและตัวอักษรอาระบิก รวมไปถึงการเรียนรู้วิชาดาราศาสตร์และเรื่องราวของทะเลทราย

Bastakiya

ย่าน Bastakiya เป็นย่านที่เรียกได้ว่าเป็นย่านเมืองเก่าถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรม และ แกลอรี่ศิลปะ ของที่นี่เลยทีเดียว บริเวณดังกล่าวนี้เป็นเพียงทางแคบๆ โดยมีหอกังหันลมตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง ทำให้นึกย้อนไปในอดีตที่บริเวณ Bastakiya นี้มักจะเต็มไปด้วยหอกังหันลม ตั้งเรียงรายอยู่บริเวณที่เรียกว่า The Creek ซึ่งหอกังหันลมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยประดับประดาตกแต่งย่าน Bastakiya ให้สวยงามน่าชมแล้ว ยังช่วยให้บรรเทาความร้อนให้กับบ้านเรือนที่ตั้งอยู่แถวนั้น ก่อนที่จะมีไฟฟ้าใช้อีกด้วย

สวนสัตว์ดูไบ

ถึงแม้ว่าสวนสัตว์ของดูไบ ที่ตั้งอยู่บนถนน Jumeirah Beach จะเล็กไปบ้าง แต่เชื่อได้ว่าคุณต้องรู้สึกทึ่ง กับบรรดา สัตว์หลากหลายชนิดอาศัยที่อยู่ในนี้ เพราะนอกจาก คุณจะได้เพลิดเพลินไปกับนกนานาประเภทแล้ว

คุณยังต้องรู้สึกตื่นเต้นไปกับสัตว์น้อยใหญ่ รวมไปถึงสัตว์ที่มาจากต่างประเทศด้วย



Shiekh Zayed Road

เทียบได้กับย่านดาวน์ทาวน์ของเมืองแมนฮัตตัน เป็นเขตการค้าของเมือง ล้อมรอบไปด้วยตึกสูงระฟ้า เป็นสถานที่ตั้งของตึก World Trade Centre และ โรงแรม Emirates Tower

The Creek

เป็นจุดชมทิวทัศน์ มีลักษณะเป็นท่าเรือที่ตัดผ่านใจกลางเมือง ซึ่งเป็นศูนย์รวมประวัติศาสตร์และเป็นย่านชุมชนใน ดูไบ The Creek เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการเดินเล่นชมวิวทิศทัศน์ ยิ่งผู้ที่สนใจวัฒนธรรมและประเพณีของผู้คนชาติต่างๆ จะต้องรู้สึกชื่นชมและประทับใจกับภาพทั้งสองฟากฝั่ง โดยเฉพาะภาพที่นกนางนวลหลายร้อยตัวบินโฉบฉวัดเฉวียนผ่านเรือสัญจร หรือที่เรียกว่า เรือเดา (dhow) มีลักษณะเป็นเรือใบเสาเดียวทีชาวอาหรับใช้เป็นพาหนะที่แล่นผ่านไปมา มีพระอาทิตย์ดวงกลมโตที่ค่อยๆ ลดแสงลง เป็นฉากหลัง

คุณสามารถล่องเรื่อข้ามฟากชื่นชมสองฝั่งของดูไบได้ ตรงท่าขึ้นเรือตรงข้ามกับโรงแรมคอนติเนนตัลในฝั่ง Deira และ ตรงข้ามกับซุกเก่าในเขต Bur Dubai และที่กับภาพความสวยงามเหล่านั้นได้อย่างชัดเจนที่สุดคือตรงจุดที่เรียกว่า abra ซึ่งเป็นทางเข้าทางน้ำเล็กๆ กั้นระหว่างซุก Deira กับด้าน Bur Dubai และหากคุณล่องเรือไปจนสุดปลายอ่าว คุณจะเห็นทะเลสาบบนเกาะหินปะการังขนาดใหญ่และเป็นที่ตื้นเขิน ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นที่อพยพของสัตว์ โดยเฉพาะนก ที่ในฤดูหนาวจะอพยพมาตั้งหลักแหล่งในคราวเดียวกันถึง 27,000 ตัว โดยเฉพาะนกฟลามิงโกใหญ่



Wild Wadi

ถัดจากโรงแรม Jumerah Beach ไปไม่ไกลนัก คุณจะได้พบกับสวนน้ำติดอันดับหนึ่งของโลกที่มีขื่อว่า Wild Wadi ที่นี่คุณจะได้พบกับเครื่องเล่นที่เร้าใจและสนุกสนานเพลิดเพลิน แนะนำเครื่องเล่น Log River, Ring Ride, Flood River, Wave Pool, Flow Rides และอื่นอีกมาก

หมู่บ้านนักท่องเที่ยว Al Boom

อยู่ติดกับสวนสาธารณะ Creekside คุณจะได้ตื่นตาตื่นใจกับร้านขายอาหาร คอฟฟี่ช็อป ภัตตาคาร และสวนสนุกมากมาย ท่ามกลางบรรยายกาศ และวิวทิวทัศน์ของทะเลสาบ และเรือนำเที่ยวขนาดใหญ่ที่จอดรอรับลูกค้า

สถานที่ประวัติศาสตร์

หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่ชื่นชอบเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชนชาติต่างๆ คุณก็ต้องไม่พลาดที่จะเยี่ยมชมสถานที่สำคัญของดูไบ เป็นที่ที่คุณสามารถพบเห็นเครืองมือเครื่องใช้ซึ่งเป็นผลผลิตที่เกิดจาก มนุษย์จากยุคศตวรรษที่ 7 จนถึงศตวรรษที่ 15

นอกจากเที่ยวชมซุก และชอปปิ้งสินค้าปลอดภาษี รวมถึงสำรวจเมืองเรียบร้อยแล้ว กิจกรรมที่น่าสนใจอื่นของดูไบ ที่อยากท้าให้ลอง คือ การขี่ม้า ขี่อูฐ และสำหรับท่านที่ชอบการออกรอบ สนามตีกอล์ที่ดูไบนี้ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสนามกอล์ฟคุณภาพแห่งหนึ่งของ โลก ที่อำนวยความครบครันในเรื่องของความสะดวกสบาย ความใหญ่โต และความสวยงาม ในบรรยากาศของท้องทะเลทราย ที่กว้างใหญ่แต่ไม่เวิ้งว้าง

การเดินทาง

สำหรับการทำวีซ่าดูไบนั้น ไม่สามารถยื่นเรื่องขอได้ที่สถานฑูตที่เมืองไทย ต้องยื่นผ่านบริษัททัวร์หรือสายการบินเอมิเรสต์ใช้เวลาขั้นต่ำ ประมาณ 1 อาทิตย์ และสามารถอยู่ได้ 1 เดือนเท่านั้น สอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานสายการบินเอมิเรตส์กรุงเทพฯ โทร 0-2664-1040-4 หรือเข้าเยี่ยมชมเว็บไซดต์ www.emirates.com/th

เอกสาร สำหรับขอวีซ่า

- หนังสือเดินทาง (Passport) ตัวจริง มีอายุเหลือมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป นับจากวันเดินทาง, มีหน้าวีซ่าเหลือมากกว่า 2 หน้าขึ้นไป

- ที่อยู่พร้อมเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้




ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
- skyscrapercity.com
- th.wikipedia.org
- adisatravel.com
- pantip.com
- thaiair.info
- vacationzone.co.th

พระอาทิตย์ไม่เคยหลับ...ที่นอร์เวย์


นอร์เวย์



พระอาทิตย์ไม่เคย หลับ...ที่นอร์เวย์ (Lisa)


ชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่นอร์ทเคป และสัมผัสบรรยากาศของแสงเหนือย่ำกรุงออสโลและเบอร์เกน ล่องชายฝั่งฟยอร์ดที่ยาวและลึกที่สุดในนอร์เวย์…

เมื่อเอ่ยถึง "ดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืน" หรือ "The Midnight Sun" เรามักจะนึกถึงประเทศนอร์เวย์ เนื่องจากในช่วงหน้าร้อนโลกจะเอียงเอาขั้วโลกเหนือเข้าหาดวงอาทิตย์ ทำให้ขั้วโลกเหนือได้รับแสงสว่างตลอด 24 ชั่วโมง และชาวนอร์เวย์จะเห็นดวงอาทิตย์เหนือขอบฟ้า แม้แต่ยามเที่ยงคืน



นอร์เวย์


อัศจรรย์ธรรมชาติที่นอร์เวย์

หากต้องการชมพระอาทิตย์เที่ยงคืน ต้องไปเยือนนอร์เวย์ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม โดยควรเดินทางไปยังเมืองที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศ คือตั้งแต่ เมืองทรูมเซอร์ ไปจนถึง เมืองนอร์ทเคป ซึ่งเป็นเมืองที่คนไทยนิยมมาชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนกันมากที่สุด เพราะที่นี่เป็นเมืองซึ่งพระบาทเสด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จฯ มาในคราวประพาสยุโรปครั้งที่ 2 โดยพระองค์ได้ทรงจารึกพระปรมาภิไธย จปร. และปีศ.ค. 1907 ไว้เป็นที่ระลึกบนก้อนหินด้วย

และมานอร์เวย์ทั้งที ก็อย่าลืมนั่งเรือเที่ยวชมความงามของฟยอร์ดตามชายฝั่งของเมืองออสโลหรือ เมืองเบอร์เกน แต่ถ้าต้องการชม Sognefjord ฟยอร์ดที่มีความยาวและลึกที่สุดในนอร์เวย์บริเวณชายฝั่งตะวันตก ควรไปโปรแกรมทัวร์ Sognefjord in a Nutshell ซึ่งจะรวมการนั่งเรือชม Sognefjord และการนั่งรถไฟชมภูเขาและน้ำตกที่สวยงาม



นอร์เวย์


นอร์เวย์


ย้ำกรุงออสโลแวะเมืองเบอร์เกน

สองเมืองของนอร์เวย์ที่นักท่องเที่ยวนิยม แวะไปเยี่ยมชมก็คือ ออสโล และ เบอร์เกน ออสโลเป็นเมืองหลวงของประเทศซึ่งมีอายุกว่าพันปี กรุงออสโลจึงเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมและงานศิลปะอันงดงามมากมาย อีกทั้งยังมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจหลายแห่ง เช่น พิพิธภัณฑ์เรือไวกิ้ง เพื่อทำความรู้จักกับเรือไวกิ้งอันมีชื่อเสียงของนอร์เวย์ พิพิธภัณฑ์ Munch-Museet ที่รวบรวมงานศิลปะของจิตรกรนอร์เวย์ชื่อดัง เอ็ดวาร์ด มุงค์ เอาไว้ และ Vigelandsparken สวนที่ตกแต่งด้วยงานประติมากรรมสมัยใหม่มากกว่าสองร้อยชิ้น

ส่วนเบอร์เกนก็เป็นเมืองใหญ่อันดับสองของนอร์เวย์ และได้รับยกย่องว่าเป็น "เมืองวัฒนธรรม" เบอร์เกนมีสถาปัตยกรรมที่ก่อสร้างด้วยไม้มากมาย ที่ดูเรียบง่ายแต่งดงามเข้ากับธรรมชาติ

ชิม...ชวนช้อป

นอร์เวย์มีชื่อเสียงในเรื่องของอาหารประเภทปลา ดังนั้น ร้านอาหารเกือบทุกร้านจะมีปลาหลากชนิดให้ชิม เช่น ปลาเทร้าต์ ปลาค็อต หรือปลาฮาลิบัต หากชอบอาหารประเภทเนื้อ ก็ลองไปชิมเนื้อกวางเรนเดียร์ กวางมูส หรือไก่ป่า และไม่ควรพลาดชิมซีสสีน้ำตาลรสหวานที่ทำจากนมแพะ ซึ่งเป็นอาหารท้องถิ่นของชาวนอร์เวย์ด้วย

สำหรับของฝากของขวัญที่น่าซื้อก็คือ ผลิตภัณฑ์จากขนสัตว์ น้ำมันปลา เนยแข็งเทียนไข และของที่ระลึก เช่น เรือไวกิ้ง หรือตุ๊กตา Troll ตุ๊กตาพื้นบ้านของนอร์เวย์



นอร์เวย์


Fast Facts

บุคคลสัญชาติไทยที่ประสงค์จะเดินทางไปนอร์เวย์ ยื่นขอวีซ่าได้ที่สถานทูตนอร์เวย์ ชั้น 18 อาคาร UBC2 591 สุขุมวิทซอย 33 กรุงเทพฯ 10110 โทร. 0-2204-6500

นอร์เวย์ใช้สกุลเงินโครนนอร์เวย์ (NOK) 1 โครนนอร์เวย์เท่ากับประมาณ 5.41 บาท

นอร์เวย์มีอากาศหนาวเย็นนานถึง 6 เดือน คือตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน อุณหภูมิประมาณ 0 ถึง -40 องศาเซลเซียส ฤดูร้อนจากเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส เป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวนิยมมาท่องเที่ยวมากที่สุด

นอร์เวย์มีช่วงเวลาลดราคาสินค้าปีละ 2 ครั้ง คือช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ และมิถุนายน-กรกฎาคม

Getting There & Getting Around

การบินไทยมีเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ-ออสโล 5 เที่ยวต่อสัปดาห์ คือวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ราคาตั๋วประมาณ 38,500 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0-2356-1111 หรือ คลิกไปที่ www.thaiainways.co.th

ออสโลมีระบบรถไฟได้ดินเรียกว่า Tunnelbane หรือ T-Bane โดยมองหาป้ายสีน้ำเงินที่มีโลโก้ตัว T l ขาวในวงกลม คุณสามารถซื้อตั๋วที่สามารถใช้ได้ทั้งรถไฟใต้ดิน รถเมล์ รถราง รถไฟ และเรือ โดยตั๋วเที่ยวเดียวราคา 25 NOK เมื่อซื้อล่วงหน้าและ 36 NOK หากซื้อบนรถเมล์, หรือรถราง ตั๋วจะใช้เดินทางได้หนึ่งชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีตั๋วหนึ่งวันราคา 65 NOK หรือตั๋วสัปดาห์ราคา 200 NOK

แท็กซี่มีราคาค่อนข้างแพง คือเริ่มต้นที่ 80 NOK และ 160 NOK สำหรับช่วงกลางคืนวันสุดสัปดาห์จะมีแท็กซี่จอดรอตามที่สาธารณะต่างๆ หรือโทรเรียกได้โดยมีค่าบริการเพิ่ม

เที่ยวต่างประเทศ ไปเยือนดินแดนมหัศจรรย์

บ้านเรือ แคชเมียร์
บ้านเรือ แคชเมียร์

บ้านเรือ แคชเมียร์
บ้านเรือ แคชเมียร์



บ้านเรือ แคชเมียร์ ประเทศอินเดีย

แคว้นแคชเมียร์ดินแดนในฝัน ที่ทุ่งหญ้าเขียวขจี ดอกไม้เมืองหนาวนานาชนิด ธารน้ำตกที่เกิดจากน้ำแข็งละลาย และ "บ้านเรือ" เอกลักษณ์สำคัญ ซึ่งตกทอดมาจากชาวอังกฤษในยุคล่าอาณานิคม ได้ดัดแปลงเรือไม้แกะสลักของชาวแคชเมียร์มาเป็นที่พัก ท่ามกลางทิวทัศน์อันสวยงามของทะเลสาบดาล และทะเลสาบนากิ้น

ที่พักแบบบ้านเรือจะมีหลายระดับราคา ภายในตกแต่งอย่างหรูหราสวยงาม แบ่งเป็นส่วนระเบียง ห้องนั่งเล่น ห้องอาหาร บางลำมีห้องครัวขนาดเล็ก อ่างอาบน้ำ และน้ำอุ่นไว้บริการ แต่ละหลังจะอยู่ริมตลิ่ง และมีทั้งเรือพ่อค้า เรือชาวบ้านพายผ่านไปมา


คัปปาโคเดีย ประเทศตุรกี
คัปปาโคเดีย ประเทศตุรกี

คัปปาโคเดีย ประเทศตุรกี
คัปปาโคเดีย ประเทศตุรกี


คัปปาโค เดีย ประเทศตุรกี



คัปปาโคเดีย ประเทศตุรกี

อีกหนึ่งมรดกโลกทาง ธรรมชาติสำคัญที่ยูเนสโกยกย่อง ด้วยความสวยงามแปลกตาของภูมิประเทศ เมื่อประมาณ 3 ล้านปีก่อน ภูเขาไฟเอร์เจียสได้ระเบิดกระแสลาวาออกมาปกคลุมหลายพื้นที่หลายร้อยตาราง ไมล์ ต่อมาพายุ ลม และฝน ได้กัดกร่อนชั้นลาวาเหล่านี้ทีละน้อย จนกลายเป็นหุบเขา ร่องลึก แท่งหิน และกรวยหินขนาดต่างๆ

มีการเจาะโพรงหินเป็นโบสถ์ วิหาร และหมู่บ้านที่เจาะเข้าไปในภูเขา บริเวณหุบเขาเซลเว รวมทั้งในปัจจุบันมีการประยุกต์เจาะภูเขาหินเพิ่มเติม เพื่อทำเป็นโรงแรมถ้ำสำหรับนักท่องเที่ยว



ขอขอบคุณข้อมูลจาก

10 สถานที่ท่องเที่ยว ที่มีคดีล้วงกระเป๋าชุกชุมที่สุด

ย่านลาส แรมบลาส เมืองบาร์เซโลนา


เผย 10 รายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งมีคดีล้วงกระเป๋าชุกชุมที่สุด (มติชนออนไลน์)

คู่รักจำนวนมากอาจจะคุ้นเคยกับคำกล่าวที่ว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์" เป็นอย่างดี แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปทั่วโลกแล้ว พวกเขาย่อมรู้ซึ้งถึงสัจธรรมที่ว่า "ที่ใดมีนักท่องเที่ยว ที่นั่นมีนักล้วงกระเป๋า" เช่นกัน เว็บไซต์ท่องเที่ยวชื่อดังของต่างประเทศ ได้จัดอันดับสถานที่ ท่องเที่ยวซึ่งขึ้นชื่อลือชาเรื่องการเกิดคดีล้วงกระเป๋านักท่องเที่ยวมาก ที่สุด จำนวน 10 แห่ง โดยส่วนใหญ่เป็นเมืองในทวีปยุโรป ได้แก่...


กรุงโรม ประเทศอิตาลี


1. ย่านลาส แรมบลาส เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน

ถนนคนเดินที่มีชีวิตชีวา ซึ่งเต็มไปด้วยเสียงเพลงและผู้คนอยู่ตลอดวันตลอดคืนแห่งนี้ ถือเป็นสวรรค์สำหรับบรรดานักล้วงกระเป๋าตัวยง

2. กรุงโรม ประเทศอิตาลี

แม้โบราณสถานจำนวนมากของนครหลวงแห่งอิตาลี จะถือเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่มีความสนใจทางด้าน ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ทว่ามันก็เป็นแหล่งดึงดูดเหล่านักล้วงกระเป๋า ผู้เชี่ยวชาญช่ำชองในการใช้กรรไกรตัดกระเป๋าและลักทรัพย์ของนักท่องเที่ยว นานาชาติเช่นกัน


กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ค


3. กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ค

"สะพานชาร์ลส์" ของนครหลวงแห่งสาธารณรัฐเช็ค ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันงดงาม เนื่องมาจากอนุสาวรีย์สไตล์บาโร้คซึ่งตั้งเรียงรายอยู่กว่า 30 แห่ง นอกจากนี้ทำเลที่ตั้งของสะพานก็ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นทัศนียภาพ ของแม่น้ำกว้างและปราสาทโบราณได้อย่างถนัดตา ทว่านักท่องเที่ยวทั้งหลายก็ต้องระมัดระวังเช่นกันว่าทรัพย์สินมีค่าส่วน ตัวยังคงอยู่กับตนเองภายหลังเดินลงมาจากสะพานดังกล่าว

4. กรุงมาดริด ประเทศสเปน

ตลาดขายสินค้ามือสองชื่อดัง "เอล ราสโตร" และสถานีรถไฟใต้ดิน ถือเป็นแหล่งหากินของนักล้วงกระเป๋ามือฉมัง เช่นเดียวกันกับพิพิธภัณฑ์จำนวนมากในเมืองหลวงของสเปน

5. กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

นครหลวงแห่งแสงสี ซึ่งนักท่องเที่ยวอันล้นหลามสามารถถูกล้วงกระเป๋าได้ตั้งแต่ย่าน "หอไอฟ์เฟล" ไปจนถึง "โบสถ์ซาเคร เกอร์" รวมทั้งตามสถานีรถไฟใต้ดินต่าง ๆ

6. เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี

นักท่องเที่ยวนานาชาติไม่ควรตื่นตาตื่นใจกับงานศิลปะขึ้นชื่อฝีมือ "มิเคลันเจโล" รวมทั้งงานศิลปะและโบราณวัตถุล้ำค่าชิ้นอื่น ๆ ในนครหลวงของวงการศิลปะแห่งนี้ จนกระทั่งลืมเลือนที่จะระวังตัวจากบรรดานักล้วงกระเป๋าเชื้อสายอิตาเลียน


กรุงบัวเอโนส ไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา

7. กรุงบัวเอโนส ไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา

เมืองที่มีชีวิตชีวาและสีสันทางวัฒนธรรมมากที่สุดแห่งหนึ่งจากทวีปอเมริกา ใต้ อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวทั้งหลายก็ควรระวังตัวยามร่างกายของคุณแปดเปื้อนกับของเหลว บางชนิดที่คล้ายคลึงกับมัสตาร์ด แล้วมีผู้คนใจดีพยายามมาช่วยเช็ดรอยเปื้อนดังกล่าว เพราะทรัพย์สินส่วนตัวของคุณอาจปลาสนาการไปได้โดยไม่ทันรู้ตัว

8. กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์

นอกจากแม่น้ำลำคลองอันโด่งดังและผู้คนที่มีอัธยาศัยเป็นมิตรแล้ว เมืองหลวงของฮอลแลนด์ก็ยังมีนักล้วงกระเป๋าที่ขึ้นชื่ออีกด้วย

9. กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ

เมื่อเดินทางไปเที่ยวชมโบราณสถานยุคกรีกจำนวนมากมายในดินแดนต้นกำเนิดกีฬา โอลิมปิก นักท่องเที่ยวควรเก็บรักษาของมีค่าไว้กับตัวเองอยู่ตลอดเวลา


กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม


10. กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

เมืองหลวงของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมแบบฝรั่งเศส รวมทั้งวัดและเจดีย์โบราณทางพุทธศาสนาอีกกว่า 600 แห่ง ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกแห่งหนึ่ง สำหรับนักท่องเที่ยวนานาชาติ อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ต้องระมัดระวังตัวจากการถูกล้วงกระเป๋าอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

รีสอร์ท เวิลด์ เซ็นโตซ่า สวรรค์บนดินแห่งใหม่ของนักท่องเที่ยว





รีสอร์ท เวิลด์ เซ็นโตซ่า สวรรค์บนดินแห่งใหม่ของนักท่องเที่ยว (ไทยรัฐ)

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีพื้นที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เพราะนิสัยความมีระเบียบและวิสัยทัศน์ของผู้นำสิงคโปร์ ทำให้ประเทศเล็กๆแห่งนี้ เป็นอีกหนึ่งเสือที่ไม่อาจมองข้ามได้ โดยเฉพาะเมื่อออกแคมเปญออกมาแต่ละที เรียกได้ว่าเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทั้งสิ้น และ ล่าสุด ดูเหมือนโปรเจ็คบิ๊กบึ่มอย่าง "รีสอร์ท เวิลด์ เซ็นโตซ่า" ที่คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมเปิดให้บริการในต้นปีหน้า กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งทอล์กออฟเดอะเวิล์ด เพราะงานนี้เก็นติ้งกรุ๊ปทุ่มทุนสร้างกว่า 1.58 แสนล้านบาทให้รีสอร์ทแห่งนี้เป็นแหล่งรวมของความบันเทิงแบบครบวงจร และรวมความเป็นที่สุดของโลกเอาไว้ในที่เดียว

บนพื้นที่กว่า 300 ไร่หรือ 1 ใน 10 ของพื้นที่บนเกาะเซ็นโตซ่า จะถูกเนรมิตให้เป็นแหล่งรวมความบันเทิงและแหล่งพักผ่อนระดับโลกเหนือ จินตนาการแห่งใหม่สำหรับครอบครัว ประกอบด้วย ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ, มารีน ไลฟ์ พาร์ค, พิพิธภัณฑ์การเดินสมุทร, เฟสทีฟ วอล์ก, เอสปาจากลอนดอน และที่พักระดับเวิล์ดคลาสอีก 6 แห่ง ซึ่งแต่ละสถานที่นั้นก็รังสรรค์มาแบบสุดพิเศษ






เริ่มด้วย "สวนสนุกยูนิเวอร์แชล สตูดิโอ" ธีมพาร์กที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่แรกและที่เดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประกอบไปด้วย 7 โซนหลัก ได้แก่เมืองไซไฟ โซนอียิปต์ โซนนิวยอร์ก โซนเดอะลอสต์เวิล์ด โซนฮอลลีวู้ด บูเลอวาร์ด โซนมาดากัสการ์ และโซนฟาร์ ฟาร์ อะเวย์ ซึ่งโด่งดังจากภาพยนตร์แอนนิเมชั่นเรื่องเชร็ค นอกจากนี้ยังมีเครื่องเล่นอีกกว่า 24 ชนิดไว้เอาใจคนรักความตื่นเต้น โดยเป็นเครื่องเล่นใหม่ที่มีที่เดียวที่เดียวถึง 18 ชนิด รวมทั้งรถไฟเหาะรางคู่ที่หวาดเสียวและสูงที่สุดในโลก

ขณะที่คนที่ชื่นชอบโลกใต้ทะเลเป้นชีวิตจิตใจ ก็จะได้ดื่มด่ำแบบเต็มอิ่มกับ "มารีน ไลฟ์ พาร์ค" สวนน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวบรวมสัตว์น้ำและพันธุ์ปลากว่า 700,000 ชนิด พร้อมแหวกว่ายชมแนวปะการังที่ยาวที่สุดในโลก และหวาดเสียวกับการดำดิ่งสู่ใต้ท้องทะเลเพื่อให้อาหารเจ้าฉลามเสือ และหากยังไม่จุใจก็สามารถร่วมย้อนรอยประวัติศาสตร์การเดินเรือสำรวจใต้ทาง ทะเลกับแสงสีตระกาตาได้ที่ "พิพิธภัณฑ์การเดินสมุทร"








นอกจากกิจกรรมสุดเอ็กซ์ตรีมแล้ว คุณสาวๆและคุณหนุ่มๆที่หลงใหลในการช้อปปิ้งหรือการเดินชิลๆหล่ะก็ "เฟสทีฟ วอล์ก" เป็นอีกหนึ่งโซนที่ไม่ควรพลาด เพราะที่นี่จะเป็นแหล่งรวมร้านอาหาร บาร์เก๋ๆ และร้านค้าแบรนด์ระดับโลก พร้อมชมโชว์และการแสดงสุดพิเศษ "เลอวี" จากมาร์ค ฟิเชอร์ ผู้อยู่เบื้องหลักโชว์ดังระดับโลก และการแสดงประกอบแสงสี เสียงเลเซอร์น้ำและเอ็กเฟ็กซ์สุดอลังการ "เครน แดนซ์"

เหน็ดเหนื่อยกับกิจกรรมมาทั้งวัน ถึงเวลาผ่อนคลายอารมณ์ด้วยห้องพักสุดหรูที่มีให้เลือกพักตามไลฟ์สไตล์ของแต่ ละคน เพราะที่นี่มีให้เลือกถึง 6 แห่งด้วยกัน ทั้งแนวหรูหราไฮโซ บูทีคโฮเต็ล หรือ แนวร็อกแอนด์โรล

อ่านไปอ่านมาใครที่นึกสนใจ อยากจะเก็บกระเป๋าไปเที่ยวแบบเอ็กซ์ตรีม คงต้องรอกันหน่อย เพราะรีสอร์ทแห่งนี้ยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง แต่จะเปิดให้บริการได้ในช่วงต้นปีหน้าแน่นอน ใครสนใจก็รีบฟิตร่างกายและเก็บตังค์ไปก่อนแล้วกัน



ขอขอบคุณ ข้อมูลและภาพประกอบจาก